Tuesday, 6 December 2022

work life balance ดีที่สุดในโลก​ 2022​

28 Oct 2022
23

ปก work like balance

งานคือส่วนสำคัญในชีวิตทุกคน แต่งานก็อาจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ความสุขในชีวิตเราหายไปได้ง่าย ๆ เช่นกัน การโหมงานหนัก ๆ อาจนำมาซึ่งความเครียด ปัญหาสุขภาพกาย สุขภาพจิต และอาจลามไปถึงปัญหาครอบครัวด้วย เมื่อไหร่ก็ตามที่เราสูญเสียสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานกับชีวิตส่วนตัวไป เมื่อนั้นเราจะรู้สึกไม่มีความสุขกับทั้งการทำงานและการใช้ชีวิต ที่เรียกกันว่าภาวะ “Burn out” หรือหมดไฟนั่นเอง ซึ่งหากพนักงานในองค์กรจำนวนมากรู้สึกหมดไฟไปพร้อม ๆ กัน ธุรกิจย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย ดังนั้น Work-life balance จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกองค์กรไม่ควรมองข้ามและบริษัทกับพนักงานก็ควรร่วมมือกัน เพื่อพัฒนานโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ดัชนี Work–Life Balance ปี 2022 จาก Kisi ผู้ให้บริการระบบควบคุมและรักษาความปลอดภัยการใช้งานคลาวด์ ในอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ต่างๆ ได้ทำการจัดอันดับ 100 เมืองทั่วโลก โดยใช้เกณฑ์วัดผลเมืองที่มีความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวกับประสบการณ์การทำงานที่ดี เรียงจากลำดับสูงสุดไปต่ำสุด ซึ่งทำให้ได้ออกมาเป็นผลเมืองที่ทำงานที่สุดและน้อยที่สุดทั่วโลก โดยคัดเลือก 51 เมืองในสหรัฐฯ และ 49 เมืองที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจทั่วโลก เก็บรวบรวมข้อมูลจากองก์กรระหว่างประเทศ รายงานของ NGO และการสำรวจแบบเปิดเป็นสาธารณะ

โดยใช้ปัจจัยในการให้คะแนนแบ่งออกเป็น 3 หมวด 19 หัวข้อ ประกอบด้วย

1.ความเข้มข้นในการทำงาน

2.ทำงานระยะไกล (สะท้อนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้ออำนวยการสามารถทำงานที่บ้านได้ และ จำนวนอาชีพที่ทำงานที่บ้านได้)

3.จำนวนประชากรที่ต้องทำงานล่วงเวลา (มากกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์)

4.จำนวนสิทธิวันลาพักร้อนขั้นต่ำ (ไม่รวมวันหยุดนักขัตฤกษ์)

5.จำนวนวันที่ลาพักร้อนจริง

6.อัตราการว่างงาน

7.ผู้ที่ต้องทำงานหลายที่

8.เงินเฟ้อ

9.จำนวนวันลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร

10 อันดับแรกของเมืองที่มี Work-Life Balance ดีที่สุดประจำปี 2022 ประกอบด้วย

1.ออสโล นอร์เวย์

2.เบิร์น สวิตเซอร์แลนด์

3.เฮลซิงกิ ฟินแลนด์

4.ซูริก สวิตเซอร์แลนด์

5.โคเปนเฮเกน เดนมาร์ก

6.เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์

7.ออตตาวา แคนาดา

8.ซิดนีย์ ออสเตรเลีย

9.ชตุทท์การ์ท เยอรมนี

10.มิวนิก เยอรมนี

ทั้งนี้ในปี 2021 การจัดอันดับ Work–Life Balance ที่ผ่านมา ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 49 จากทั้งหมด 50 อันดับ ส่วนในปี 2022 อันดับร่วงลงมาอยู่ที่ 96 จากทั้งหมด 100 เมืองทั่วโลก ซึ่งถ้าดูจากคะแนนรายข้อแล้วหลายๆ เรื่อง พบว่าเมืองหลวงของไทย กรุงเทพฯ คะแนนทั้งในเรื่องจำนวนชั่วโมงการทำงาน วันหยุดพักผ่อนตามสิทธิ อัตราการว่างงาน ผลกระทบจากโควิด-19 ความปลอดภัยในเมือง และคุณภาพอากาศ เกาะกลุ่มอยู่รั้งท้ายในเกือบทุกด้าน

โดยมีกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลย์เซีย อีกหนึ่งประเทศใน SEA กอดคอตามกันมาอยู่ในอันดับคะแนนรวมที่ 98 จากในปี 2021 อยู่ที่อันดับที่ 50 ของประเทศที่มี  Work–Life Balance ต่ำที่สุด

จะสังเกตได้ว่าเมืองที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของตารางนั้นทั้งหมดมาจากทวีปยุโรป โดย 3 ใน 10 อันดับแรก มาจาก สวิตเซอร์แลนด์ โดยมี โตเกียว ของ ญี่ปุ่นเป็นตัวแทนหมู่บ้านของทวีปเอเชียที่เบียดเข้าไปอยู่ในอันดับที่ 14

Work-life balance แย่ พนักงานแพ้แบบไร้ทางสู้

การที่กรุงเทพฯ รั้งอันดับท้าย ๆ ในตาราง Work-life balance ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกนัก เพราะหากเรามองไปรอบตัว คิดว่าคงมีคนไม่น้อย ที่มีครอบครัว เพื่อนฝูง หรือคนรู้จัก ทำงานจนตัวเป็นเกลียว ทำงานเกินเวลา ทำงานแบบแทบไม่มีวันหยุด ทำงานจนเวลาพักผ่อนไม่พอ สิ่งเหล่านี้นั่นเองที่เป็นตัวชี้วัดสำคัญของดัชนีคะแนน Work-life balance ชาวกรุงเทพฯ

ในระยะสั้น การขาด Work-life balance ที่ดี อาจส่งผลให้พนักงานเกิดความเครียด กิน-นอนไม่เป็นเวลา ไม่มีเวลาให้ครอบครัวหรือคนรอบข้าง  แต่ในระยะยาว ผลพวงเหล่านี้จะรวมตัวกันเป็นปัญหาก้อนใหญ่ ทั้งอาการเจ็บป่วย ปัญหาสุขภาพจิต คุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ ความสัมพันธ์ที่เลวร้ายกับคนรอบตัว และท้ายสุดจะเกิดเป็นภาวะ Burn-out หมดกะจิตกะใจจะทำงานต่อ หรือ อาจแย่ถึงขั้นเกิดภาวะซึมเศร้าได้เลยทีเดียว

สนับสนุนโดย ufa747.cc


eighteen − three =